
เป็นเรื่องที่อยากจะเขียนที่สุด เพราะเป็นช่วงชีวิต 4 ปีที่มีความสุขที่สุด
ไม่มีรูปประกอบเพราะรูปทั้งหมดอยู่ที่บ้านที่เมืองไทย กลับบ้านคราวหน้าจะขนรูปมา
ทุกอย่างที่เขียนมาจากมุมมองของเราเอง เขียนเท่าที่จำได้แล้วกัน

ย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว สมัยโน้นการสอบเอ็นทร้านซ์เป็นอะรที่ยิ่งใหญ่มากๆสำหรับ
ชีวิตนักเรียนมอปลาย ยิ่งใกล้สอบก็ยิ่งเครียด เราเองก็ได้หมายมั่นปั้นมือไว้ว่ายังไงๆ
ก็ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐให้ได้สักที่ ตอนนั้นสองจิตสองใจมากว่าจะสอบวิชา
ของสายวิทย์ที่เรียนมา คือพวกหมอ เภสัช พยาบาล หรือจะไปสอบพวกสายศิลป์คณิตดี
ในที่สุดก็ตัดสินใจเลือกสอบศิลป์คณิต โดยเลือกเสดสาดคณะเดียวเลยดีใจมากที่เลือก
อย่างนี้เพราะชอบเรียนเสดสาดมากๆและมีความสุขที่สุดที่ได้เรียนคณะนี้
ตัดสินใจแล้วก็มาคิดดูว่าจะเลือกที่มหาลัยไหนดี คิดอยู่นานเลือก มอชอดีกว่าเพราะได้ยินมาว่า
มอชอเป็นมหาลัยที่สวยมาก และก็ไม่ผิดหวังจริงๆที่ได้เรียนที่มอชอ

ตอนเลือกก็โอเคนะ แต่พอติดเข้าจริงๆชักกลัวก็เราเป็รนเด็กใต้ขึ้นไปเรียนเหนือ ไกลบ้านสุดๆเลย
แถมที่โรงเรียนเราก็ไม่มีใครติด มอชอเลย เราแบบว่าหัวเดียวกระเทียมลีบมากเลย
ตอยนนั้นไม่เคยจากบ้านไปไหนไกลๆเลยสักครั้ง กรุงเทพก็ยังไม่เคยไปเลยว่างั้นเถอะ
ชักปอดๆแต่ก็แอบตื่นเต้นมากที่จะได้ป็นลูกช้าง

วันสัมภาษณ์แมอบตัวนี่มหาโหดจริงๆ นักศึกษาป็นหมื่นๆแทบจะเหยียบกันตาย เราเกือบร้องให้
ทำท่าเกือบเป็นลมด้วยซ้ำ จำได้ว่าเพื่อนคณะคนแรกที่เจอคือ เมธี เมธียืนอยู่หลังเรา เห็นเราไม่ไหวแล้ว
เลยบอกว่าเธอยืนเฉยๆนะเดี๋วยเราจะดันเธอไปเอง ประทับใจเมธีมากเลยนะตอนนั้น แอบปิ๊งนิดนึง
(นึกแล้วก็ขำนะ ที่ไปปิ๊งเมธี 555 ตอนเปิดเทอมก็พยายามหาเมธีแต่หาไม่เจอ)
สัมภาษณ์เสร็จก็เดินออกมาเจอรุ่นพี่รออยู่ รุ่นพี่ไม่ค่อยตื่นเต้นที่เห็นเราเพราะไม่ค่อยสวย 555
แถมดำอีกตะหาก จำได้ว่าตอนนั้นรุ่นพี่รุมล้อม อีฟ กันใหญ่...อิอิ...
พี่ๆก็บอกเรื่องรับน้องรถไฟเราก็ลงชื่อไว้ จากนั้นก็ไปจองหอ เราเจอเพื่อนคนนึงมาจากสุโขทัย
ชื่อ นาน มาจากสุโขทัย เรียนคณะสังคม เราก็ฝากเขาจองหอเพราะเราต้องรีบกลับแล้ว
หลังจากสัมภาษณืก็กลับมาอยู่บ้านเกือบเดือน ไม่รู้ชะตากรรมว่าตัวเองจะได้อยู่หอไหน หรือเพื่อนจะ
ไม่จองหอให้ก็ไม่รู้ เครียดๆอยู่บ้าน จนในที่สุดนานส่งจดหมายมาบอกว่าจองหอให้แล้ว
ได้อยู่หอ 8 แตไม่รู้ว่ารูมเมทอีกสองคนเป็นใคร แต่เอาเหอะยังไงเราก็มีเพื่อนแล้วตั้งหนึ่งคนแนะ

ถึงวันรับน้องรถไฟ เราจำยังไงไม่รู้ว่าไปตอนเช้า แต่ปรากฎว่าไปบ่ายสามแนะ พี่สาวพามาที่สถานี
หัวลำโพงแต่เช้าเลย ชักกลัวๆเห็นไม่มีใครพี่สาวก็ปลอบว่าไม่เป็นไรนะถ้าเรามาผิดวัน
เดี๋ยวพี่จะพาไปส่งให้ถึงที่เลย เราก็อุ่นใจขึ้น นั่งรอไปเรื่อยๆ ก็มีเพื่อนมาคนนึงคือ ชัย นั่นเอง
รุ่นพี่ก็เริ่มเอาป้ายมาติด อีชัยไม่น่าเชื่อเลยว่าเราจะเจอกันเป็นคนแรกๆเลยนะยะ
พี่สาวเราชวนชัยไปกินข้าวด้วยกัน เราก็ยังไม่กล้าพูดกับชัยหรอกก็ชัยเด็กกรุงเทพ
แฃถมบ้านอยู่เชียงใหม่อีกตะหาก เราก็เขม่นชัยเล็กน้อยแหมแกนี่คุยแต่กับพี่สาวชั้น
ตอนนั้นชัยดูใสๆและหน้าตาดีมาก (ภายหลังกินเหล้าเยอะไปหน่อย หัวเลยเริ่มล้าน..555...)

กลับมานั่งรอกันต่อเจอนัง ป่าน อีนี่มาถึงก็คุยๆๆๆๆมั่นใจในตัวเองสุดฤทธิ์ เราไม่ชอบมันเล้ย
(แต่สุดท้ายกลับกลายมาเป็นเพื่อนสนิทไปซะงั้น)
เราชอบแม่ป่านมาก เพราะแม่ดูใจดีมากๆ พูดจาน่าเคารพ ไม่เหมือนลูกเลย...555...
ก่อนเวลารถออกคือบ่ายสามกว่าๆก็มีเพื่อนๆมากันเต็มแล้ว เท่าที่จำได้ก็มี ชัย เตอร์ เต้ย
บอย น้อย ป่าน ชิว อีฟ เป้ บี ตุ๊ก เปิ้ล หนุ่ม จำไม่ค่อยได้แล้วว่ามีใครบ้างมันนานมาแล้วน่ะ

ชิว ดูห้าวมาก ใส่รองเท้าคอนเวิร์สขาดๆ ตอนรถออกร้องให้ยังกะควายจะออกลูก นึกแล้วก็ขำนะ
แต่ตอนนั้นไม่ขำเพราะกำลังเศร้าที่ต้องจากพี่สาว แอบน้ำตาไหลแต่ไม่ร้องดังเหมือนชิว
พี่ๆก็มาเอ็นเตอร์เทนส่วนใหญ่ไปเอ็นเตอร์เทนอีฟโดยเพาะพี่ผู้ชาย เราก็ไม่ค่อยชอบอีฟอีกละ
เพื่อนๆคุยกันใหญ่เราก็ได้แต่เก็บรายละเอียดไปเรื่อยๆ นังป่านพูดไม่หยุด พูดจมูกก้บานขึ้นเรื่อยๆ
แย่งอากาศหายใจเราไปหมด จนเราจะเป็นลม 555
ถึงเวลากินข้าวไอ้เราทั้งเครียดทั้งเหนื่อยเลยอาเจียนซะ ทำเอาเพื่อนๆสยองแต่กฃ็ช่วยกันเช็ดอ๊วกเรา
เราเลยชอบป่านมานิดนึง.......อิอิอิอิ
พี่ๆที่มารับน้องรถไฟตอนนั้นก็มีพวกพี่กุ๊ก พี่โอ พี่เนตร กลุ่มพี่อุมาที่สถานีแม่ได้นั่งไปกับ
พวกเรา จำได้ว่าเรานั่งกับ ป่าน เป้ แล้วก็เบิ้ล น่งรถไฟชั้นสามทรหดมากเลย กว่าจะถึงนี่ก้นชาเลยหละ

มาถึงเชียงใหม่เช้าของอีกวัน มีรุ่นพี่มารับที่สถานี จำได้ว่านั่งรถกะบะพี่นายมาลงที่หอ 8
มีเพื่อนอยู่หอ 8 สองคนคือ อีฟ กับ ชิว ไอ้ตอนที่แยกไปห้องนี่เราร้องไห้เลยนะ มันคิดถึงบ้านมากๆ
รู้สึกเคว้งคว้างยังไงบอกไม่ถูก มาตัวคนเดียว ไม่เคยไปไหนตัวคนเดียวเลย
ก็อาบน้ำแต่งตัวแล้วรุ่นพี่ก็มารับไปปฐมนิเทศน์ ทีนี้เจอเพื่อนทั้งคณะเลยทั้งโคว์ต้าและเอ็นท์กลาง
ก็แนะนำตัวไปเรื่อยๆ โอ๊ยเพื่อนแต่ละคนดูไฮโซมากๆแถมคุยเก่งกันมากเลย มีอะไรให้ทำเยอะมาก
ทั้งรับน้องที่คณะ รับน้องที่ศาลาธรรม ปฐมนิเทศน์ที่คณะ ยุ่งวุ่นวายมาก เจอเพื่อนหอ 8
อีกหลายคนจำได้แม่นก็คือ กิ๊ก กิ๊กก้มาแบบว่าแต่งชุดนอกใส่เสื้อลายมาเลย บอกว่าไม่มีกระดุม มาให้
รุ่นพี่พาไปซื้อกระดุม ก็พูดมากอีกตามเคยยายคนนี้ ทำไมแต่ละคนพูดมากกันจริงๆนะ
กิ๊กอย่างนั้นกิ๊กอย่างนี้ เราแอบหมั่นไส้อีกแล้ว พอรู้ว่าอยู่หอเดียวกันกิ๊กก็เริ่มมาคุยกับเรา
แล้วก็ชวนกันเดินกลับหอ ตอนนั้นเรายังไม่ได้ซื้อมอเตอร์ไซด์ มีอยู่วันนึงเราต้องเดินกลับหอคนเดียว
หลงทางเป็นชั่วโมง จนต้องโบกมอเตอร์ไซด์ใครไม่รู้ให้ไปส่งหน่อย
ตอมาก็หลงเรื่อยๆ เพื่อนๆรู้ดีว่าถ้าเราหายตัวไปนานแสดงว่าหลงทางอยู่ที่ไหนสักแห่ง

ตอนนั้นก็ยังไม่ไร้จักเพื่อนๆมากนักรู้จักแต่เพือนหอเดียวกันก็มีกิ๊ก กับ เปรม นี่แหละที่สนิท
ที่สุด เปรมอยู่ห้องตรงข้ามเรา เลยสนิทกันหน่อย แถมเป็นคนเชียงใหม่เลยให้คำแนะนำ
ต่างๆพี่ๆปี 2 ก็ดูแลพวกเราอย่างดี จากที่เศร้าคิดถึงบ้านก็เริ่มสนุกมาบ้างแล้ว
ที่หอก็มีรูมเมท 3 คน ซึ่งสนิทกันมาก ตัวติดกันเลย ต้องรอกินข้าวด้วยกันทุกวัน
ก็มีนาน จุ๋ม แล้วก็ เบ็ญ ไอ้เบ็ญนี่สนิทกันมาถึงทุกวันนี้ เวลาเรามีปัญหาตอนเรียนมหาลัย
ก็ไปหาเบ็ญทุกที ไอ้ตอนสนุกนี่ไค่อยคิดถึงเลย เรานี่เป็นเพื่อนที่แย่จริงๆ
บอกไปแล้วว่านานเรียนคณะสังคม จุ๋มกับเบ็ญเรียน Acc Ba ทั้งคู่มาจากจันทบุรี

อะไรๆก็เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว เริ่มเรียนกันบ้างแล้ว เราดีใจที่เปิดเรียนซะทีจะได้
มีอะไรทำเยอะๆ ไม่ต้องคิดถึงบ้านมากนัก ตอนเทอมหนึ่งทางคณะจัดตารางเรียนมาให้
เรียบร้อยแล้ว เราเรียนกับพวกรหัส 01-30 กว่าๆเกือบทุกวิชา
ตอนนั้นก็สนิทกับกิ๊กมากกว่าใครๆ แล้วก็เริ่มรู้จักกับ ก้อย และ แจน
เราตื่นเต้นอยากเจอก้อยมาก เล่าตอนหลังนะว่าทำไม ส่วนแจนเจอกันที่ห้องสมุด
แจนขอเบอร์ที่หอแล้วบอกว่าจะอาขนุนที่บ้านมาฝาก ตอนนั้นชอบแจนมาก
เป็นคนเดียวที่เจอแล้วชอบเลย แจนน่ารักใสๆมากๆ แถมเด็กมากเพราะเทียบมา สองปี
มารู้ตอนหลังว่าพ่อแจนเป็นคณะบดีคณะสังคมในตอนนั้น แม่แจนก็เป็นอาจารย์สอนคณะสังคม
แจนเป็นคนไม่ถือตัวเลย น่ารักที่สุด เราเรียนด้วยกันเกือบทุกวิชา

มาตอนแรกๆสนิทกับพวกเบิ้ล เป้ พราะมารับน้องรถไฟด้วยกัน แต่หลังๆไม่ค่อยได้เจอ
กันเพราะอยู่คนละหอและไม่ได้เรียนด้วยกัน มีวิชาสองวิชาที่เรียนด้วยกันทั้งรุ่นตอนปีหนึ่ง
ก็มีรัฐสาดตัว 1 แค่นั้นเองมั้ง ที่เหลีอก็แยกกันไปเรียนป็น section เล็กๆ
สนุกที่สุดเวลาเรียนกันทั้งรุ่นได้เจอกันทุกคน พูดกันจ้อมากเลย

นอกจากเรียนแล้วก็มีรับน้อง เข้าห้องเชียร์ ซ้อมเพลงเชียร์สำหรับงาน Sport Day
ที่จะมาถึง ตอนแรกๆที่เข้าห้องเชียร์มีความสุขสนุกสนานกันมาก มีพี่เชียร์ปี 2 คอยให้คำแนะนำ
ก็มีความสุขกันดี จนมาวันนึงจู่ๆก็มีพวกใส่เสื้อเขียวมากันเต็ม มาถึงก็เปิด ปิดประตูปังๆ
แล้วก็ตะโกนด่าโหวกเหวก ว่าร้องเพลงไม่ได้เรื่องบ้างล่ะ นั่งไม่เป็นระเบียบบ้างล่ะ
พวกเราตกใจและกลัวกันใหญ่ พวกนี้มันเป็นใครกันหนอทำไมโหดจัง น้องใหม่บางคน
หน้าซีดเป็นไก่ต้มเลยก็มี พี่ว้ากก็ว้ากอย่างเดียวเลย อะไรๆก็ผิดไปหมด
ตั้งแต่นั้นมาเวลาเข้าห้องเชียร์ก็กลัวๆเกร็งๆกันเพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่พวกเสื้อเขียว
จะมา พี่ว้ากนั้นโหดมากสำหรับความรู้สึกของเราตอนนั้น กลัวจนตัวสั่นเชียว
พี่ว้ากให้พวกเราจำชื่อจริง ชื่อเล่น ของทุกคน และต้องจำด้วยว่าอยู่หอไหน
มาจากโรงเรียนอะไร จังหวัดไหน ก็จำๆๆๆๆๆ กันไปเรื่อย วันไหนใครหายไปจากห้องเชียร์
วันรุ่งขึ้นก็ต้องตามไปดูกันถึงหอว่าเป็นอะไรไปหรือเปล่า เพื่อนดูแลเพื่อนกันดีมาก

ทั้งเข้าห้องเชียร์ ทั้งเรียนเหนื่อยสุดๆ แต่เป็นการเหนื่อยที่มีความสุขทีสุด
ความคิดถึงบ้านหายไปโดยสิ้นเชิง เพราะวันๆก็คิดแต่ว่าวันนี้จะโดนพี่ว้ากทำโทษอะไรอีก
ตอนปีหนึ่งอย่างที่บอกแล้วว่าตารางจัดมาให้เรียนเรียบร้อยแล้ว
ส่วนใหญ่เริ่มเรียน 8 โมงเช้า ตื่นเกือบไม่ไหว เพราะเข้าห้องเชียร์จนสามสี่ทุ่มทุกคืน
แต่ละคนก็โทรมสุดฤทธิ์ การเรียนก็งงๆ เพราะเรียนมหาลัยต้องรับผิดชอบตัวเอง
จด Lecture ก็ต้องจดเองแถมอาจารย์ไม่ได้บอกจดเหมือนตอนสมัยมัธยม
อีกอย่างจะเข้าเรียนหรือไม่ก็ไม่มีใครว่า แต่เราตั้งใจเรียนนะ มุ่งมั่นมาก แถมจด
Lecture ได้ดีมากใครๆก็มาขอยืม Lecture เราไปจดหรือก็อบปี้ เราได้รับฉายาว่า
"เจ้าแม่ Lecture" ทำให้เพื่อนๆรู้จักเรามากขึ้น เราเลยเริ่มดังตั้งแต่นั้นมา
คนมันจะดังอะไรก็ห้ามไม่อยู่ล่ะ.......5555
และเราก้เริ่มคุยเก่งมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆจนมีเพื่อนเยอะแยะ
